MoneroSwapper MoneroSwapper

Travel Rule ก.ล.ต. 2026: ผลกระทบต่อผู้ใช้คริปโตในไทย

MoneroSwapper · · 2 min read · 3 views

Travel Rule ก.ล.ต. 2026: ผลกระทบต่อผู้ใช้คริปโตในไทย

ตั้งแต่ต้นปี 2026 ผู้ใช้คริปโตในประเทศไทยเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ประกาศบังคับใช้กฎ Travel Rule แบบเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการโอนระหว่างศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ในประเทศ การโอนข้ามแดน และการโอนไปยังกระเป๋าเงินส่วนตัวแบบ self-custody เกินวงเงินที่กำหนด ผู้ใช้ Bitkub, Orbix, InnovestX, Binance TH และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่จดทะเบียนกับ ก.ล.ต. จะถูกขอข้อมูลผู้รับปลายทางก่อนกดยืนยันธุรกรรม ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากยุคก่อนปี 2024 อย่างสิ้นเชิง

บทความนี้สรุปสาระสำคัญของประกาศ ก.ล.ต. ที่เกี่ยวข้องกับ Travel Rule ในปี 2026 ผลกระทบจริงต่อนักเทรดรายย่อย ผู้ลงทุน DeFi ฟรีแลนซ์ที่รับค่าจ้างเป็นคริปโต รวมถึงทางเลือกที่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวได้ตามกรอบกฎหมาย เช่น การใช้ Monero ผ่านบริการ MoneroSwapper ที่หลายคนเริ่มหันมาใช้เพื่อแลกเปลี่ยนแบบไม่ต้องผ่านบัญชี KYC ของศูนย์ซื้อขายในไทย เนื้อหาจะเจาะทั้งมุมเทคนิคและมุมกฎหมาย พร้อมตัวอย่างกรณีศึกษาจริงในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

Travel Rule คืออะไร และทำไม ก.ล.ต. ถึงต้องบังคับใช้ในปี 2026

Travel Rule มีรากฐานจากข้อเสนอแนะที่ 16 (Recommendation 16) ของ Financial Action Task Force หรือ FATF ซึ่งเดิมออกแบบไว้สำหรับธนาคารและสถาบันการเงินตั้งแต่ปี 2012 แต่ในปี 2019 FATF ได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน (Virtual Asset Service Providers หรือ VASPs) ซึ่งหมายรวมถึงศูนย์ซื้อขายคริปโต ผู้ดูแลกระเป๋าเงินดิจิทัล และผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนทุกราย หลักการคือ เมื่อมีการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามผู้ให้บริการ ผู้ส่งและผู้รับต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลระบุตัวตนของลูกค้าทั้งสองฝั่งให้กันก่อน เพื่อสร้างเส้นทางตรวจสอบย้อนหลังในกรณีที่ทางการสงสัยว่ามีการฟอกเงินหรือสนับสนุนการก่อการร้าย

ประเทศไทยในฐานะสมาชิก Asia/Pacific Group on Money Laundering (APG) ซึ่งเป็นองค์กรลูกของ FATF ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มิฉะนั้นอาจถูกประเมินอยู่ในรายชื่อประเทศที่ต้องเฝ้าระวัง (grey list) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารและการลงทุนต่างชาติ ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 จึงต้องออกประกาศหลายฉบับเพื่อให้ผู้ประกอบการในไทยปฏิบัติตาม โดยทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ในมิติของการรายงานธุรกรรมต้องสงสัย

  • เป้าหมายของกฎ: เพื่อป้องกันการใช้คริปโตเป็นช่องทางฟอกเงิน หลีกเลี่ยงภาษี และสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยทำให้การโอนสินทรัพย์ดิจิทัลมีคุณสมบัติการตรวจสอบย้อนหลังเทียบเท่ากับการโอนเงินผ่านระบบ SWIFT
  • เกณฑ์มูลค่าในไทย: ก.ล.ต. กำหนดเกณฑ์ที่ 50,000 บาทต่อธุรกรรม เป็นจุดที่ต้องเริ่มเก็บและส่งต่อข้อมูลผู้รับ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน FATF ที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเข้มงวดของไทยเมื่อเทียบกับสิงคโปร์หรือฮ่องกง
  • ความรับผิดร่วม: หากแพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตาม อาจถูก ก.ล.ต. ปรับและพักใบอนุญาตชั่วคราว ขณะที่ผู้ใช้ที่จงใจให้ข้อมูลเท็จอาจเข้าข่ายความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารและฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญา
  • การเชื่อมต่อระบบกลาง: ก.ล.ต. ส่งเสริมให้แพลตฟอร์มในไทยใช้โปรโตคอลกลาง เช่น TRP (Travel Rule Protocol) หรือ Sumsub Travel Rule เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน

สำหรับนักลงทุนที่เคยใช้คริปโตมาตั้งแต่ปี 2017-2020 อาจรู้สึกว่าโลกของ DeFi และความเป็นส่วนตัวกำลังถูกบีบให้แคบลง แต่ในมุมของผู้กำกับ การมีกรอบที่ชัดเจนช่วยให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืน และเปิดทางให้สถาบันการเงินไทยเข้ามาเล่นได้ในระยะยาว เช่น กรณีของกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่ ก.ล.ต. อนุมัติให้กองทุนรวมในประเทศลงทุนผ่าน ETF ต่างประเทศได้ตั้งแต่กลางปี 2024 และเริ่มขยายไปยัง Ether ETF ในปี 2025

ใจความสำคัญของประกาศ ก.ล.ต. ปี 2026 ที่ทุกคนต้องรู้

แม้ Travel Rule จะเริ่มมีผลในไทยตั้งแต่ประกาศ ก.ล.ต. ที่ สธ. 47/2565 ในเดือนสิงหาคม 2565 แต่การบังคับใช้ในช่วงแรกค่อนข้างผ่อนปรน เนื่องจากผู้ประกอบการยังต้องปรับระบบหลังบ้านให้รองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับศูนย์ซื้อขายทั่วโลก ในปี 2026 ก.ล.ต. ได้ออกประกาศฉบับใหม่และแก้ไขประกาศเดิมหลายฉบับ ซึ่งมีผลให้ผู้ใช้ทั่วไปสัมผัสได้ในชีวิตประจำวันมากกว่าเดิมอย่างชัดเจน

การโอนไปกระเป๋าเงินส่วนตัว (unhosted wallet) ต้องประกาศตัวตนผู้รับ

ประเด็นที่สร้างเสียงวิจารณ์มากที่สุดคือ เมื่อผู้ใช้ต้องการถอนคริปโตจาก Bitkub หรือ Orbix ไปยังกระเป๋าส่วนตัว เช่น Ledger, Trezor, MetaMask หรือ Phantom ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป แพลตฟอร์มจะต้องขอให้ผู้ใช้ระบุชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน หรือเลขที่หนังสือเดินทาง และที่อยู่ของเจ้าของกระเป๋าปลายทาง พร้อมยืนยันว่าตนเองเป็นเจ้าของจริง หากผู้รับเป็นบุคคลอื่น ต้องระบุความสัมพันธ์และวัตถุประสงค์ของการโอน ในบางกรณีศูนย์ซื้อขายอาจขอหลักฐานเพิ่มเติม เช่น การลงนามข้อความ (signed message) เพื่อพิสูจน์การครอบครองกระเป๋านั้น ๆ ซึ่งเรียกในวงการว่าการทำ Satoshi Test

การโอนระหว่างแพลตฟอร์มในประเทศต้องส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์

เมื่อผู้ใช้โอนเหรียญจาก Bitkub ไป Binance TH หรือจาก InnovestX ไป Orbix ระบบหลังบ้านของทั้งสองแพลตฟอร์มจะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ส่งและผู้รับผ่านโปรโตคอล Travel Rule แบบเรียลไทม์ก่อนปล่อยธุรกรรมไปยังบล็อกเชน หากปลายทางไม่ตอบกลับภายในเวลาที่กำหนด หรือไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ตามมาตรฐาน ธุรกรรมอาจถูกหน่วงหรือคืนกลับ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ผู้ใช้รายงานในเว็บบอร์ดและกลุ่ม Telegram จำนวนมากว่าการถอนล่าช้ากว่าปกติ 30 นาทีถึง 6 ชั่วโมง

การโอนข้ามแดน: ปลายทางต่างประเทศต้องเป็น VASP ที่ได้รับใบอนุญาต

เมื่อโอนคริปโตจากแพลตฟอร์มในไทยไปยังศูนย์ซื้อขายต่างชาติ เช่น Bybit, Binance Global, Coinbase หรือ Kraken แพลตฟอร์มต้นทางต้องตรวจสอบว่า VASP ปลายทางอยู่ในรายชื่อที่ผ่านการทบทวนของ ก.ล.ต. หรือไม่ และต้องสามารถรับ-ส่งข้อมูล Travel Rule ตามมาตรฐาน IVMS101 ได้ หากปลายทางอยู่ในประเทศที่ไม่ปฏิบัติตาม FATF Recommendation 15-16 เช่น ตั้งอยู่ในเขตอำนาจของ grey list หรือ black list ก.ล.ต. อาจสั่งให้ระงับเส้นทางการโอนนั้นชั่วคราว

เกณฑ์ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและการรายงานกรมสรรพากรประสานข้อมูล

นอกเหนือจาก Travel Rule แล้ว ปี 2026 ยังเป็นปีแรกที่ ก.ล.ต. และกรมสรรพากรเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ใช้แพลตฟอร์มในไทยอย่างเป็นทางการ ผู้ใช้ที่มีกำไร capital gain เกิน 60,000 บาทต่อปีจะถูกออกหนังสือแจ้งให้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.90) โดยอัตโนมัติ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มเดียวกับ CARF (Crypto-Asset Reporting Framework) ของ OECD ที่ไทยจะเริ่มใช้เต็มรูปแบบในปี 2027

ผลกระทบต่อผู้ใช้คริปโตในไทย: 6 กลุ่มที่ได้รับผลโดยตรง

เมื่อพิจารณาภาพรวม ผู้ใช้คริปโตในไทยไม่ได้ได้รับผลกระทบเท่ากัน บางกลุ่มแทบไม่รู้สึก ในขณะที่บางกลุ่มต้องปรับพฤติกรรมการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญ ตารางด้านล่างสรุปผลกระทบหลักของแต่ละกลุ่มเทียบกับการใช้งานก่อนและหลังปี 2026

กลุ่มผู้ใช้ ก่อนปี 2026 หลัง Travel Rule 2026
นักเทรดรายย่อย (volume ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท/ครั้ง) โอนถอนได้อิสระ ไม่ต้องระบุปลายทาง ยังโอนได้ปกติ แต่ถูกบันทึก meta ในระบบ
นักเทรด volume สูง (>5 หมื่นบาท/ครั้ง) กรอกข้อมูลผู้รับสำหรับ AML เท่านั้น ต้องระบุเลข ID ปลายทาง + พิสูจน์ครอบครอง
นักลงทุน DeFi (Uniswap, Aave, Pancake) ถอนไปกระเป๋าแล้วใช้ DeFi ได้ทันที ถอนไปกระเป๋าต้องประกาศ wallet address ล่วงหน้า
ฟรีแลนซ์รับ USDT/USDC รับจากลูกค้าต่างชาติเข้ากระเป๋าโดยตรง ถ้าโอนเข้าแพลตฟอร์มไทย ต้องระบุชื่อผู้จ่าย
ผู้ขุดเหรียญ (miners) และ stakers รับรางวัลเข้ากระเป๋า แล้วโอนเข้าแลกได้ ต้องชี้แจงที่มาของยอด + หลักฐาน pool
ผู้ใช้ Monero และ privacy coin แลกผ่านศูนย์ซื้อขายในไทยได้บางส่วน ศูนย์ซื้อขายในไทยห้ามลิสต์ ต้องใช้ swap ต่างประเทศ

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือฟรีแลนซ์ที่รับ stablecoin จากลูกค้าต่างประเทศ เพราะข้อกำหนดใหม่บังคับให้แพลตฟอร์มขอข้อมูลผู้จ่ายเงินทุกครั้ง ทำให้ขั้นตอนซับซ้อนกว่าเดิม ลูกค้าหลายรายที่ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลธุรกิจกับแพลตฟอร์มไทยอาจหันไปใช้ผู้ให้บริการอื่นในต่างประเทศแทน ขณะที่ผู้ใช้ DeFi ก็เริ่มประสบปัญหาว่าทุกครั้งที่ต้องการนำเงินจาก wallet กลับเข้าแพลตฟอร์มในไทยเพื่อขายเป็นบาท ต้องชี้แจงเส้นทางธุรกรรมทั้งหมด ซึ่งทำได้ยากในกรณีที่ใช้ DEX หลายแห่งสลับกันมาก ๆ

ขั้นตอนเตรียมตัวสำหรับผู้ใช้คริปโตไทยในยุค Travel Rule

การปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว ตราบใดที่ผู้ใช้รู้ขั้นตอนและจัดเตรียมเอกสารให้ครบ ก่อนถอนหรือโอนคริปโตในแต่ละครั้ง การทำตาม checklist ด้านล่างจะช่วยลดโอกาสที่ธุรกรรมจะถูกระงับ และลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบย้อนหลังจาก ปปง. หรือกรมสรรพากร

  1. อัปเดตข้อมูล KYC ในแพลตฟอร์มให้เป็นปัจจุบัน: หากเปลี่ยนชื่อ ที่อยู่ หรือเบอร์โทรศัพท์ในช่วงปีที่ผ่านมา ให้รีบแก้ไขในระบบของ Bitkub, Orbix, InnovestX หรือ Binance TH ก่อน เพราะข้อมูลที่ส่งผ่าน Travel Rule จะดึงจากโปรไฟล์นี้โดยตรง หากไม่ตรงกับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ อาจถูกระงับการถอน
  2. จดที่อยู่กระเป๋าส่วนตัวพร้อมชื่อเจ้าของให้ชัดเจน: สำหรับผู้ที่ใช้ hardware wallet หลายตัว ให้บันทึก wallet address ทุกใบที่ใช้ พร้อมระบุว่าใครเป็นเจ้าของ และมีไว้ทำอะไร เพราะเมื่อกรอกข้อมูลใน whitelist ของแพลตฟอร์ม จะต้องแจ้งข้อมูลเหล่านี้
  3. ลงทะเบียน whitelist ล่วงหน้า อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง: ทุกแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้ ก.ล.ต. จะตั้งช่วง cooldown ก่อนอนุญาตให้ถอนไปยังกระเป๋าใหม่ ดังนั้นการรอจังหวะตลาดในการถอนเร่งด่วนทำได้ยากขึ้น ให้ลงทะเบียนล่วงหน้าทุกครั้ง
  4. เตรียมหลักฐานการครอบครอง (proof of ownership): โดยเฉพาะกระเป๋าที่ใช้กับ DeFi ผู้ใช้สามารถสร้าง signed message ด้วยซอฟต์แวร์อย่าง MyEtherWallet, MetaMask หรือ Sparrow Wallet สำหรับ Bitcoin โดยลงนามข้อความที่ระบุชื่อตน และส่งให้แพลตฟอร์มตรวจสอบ
  5. บันทึกธุรกรรม DeFi และ on-chain ทุกครั้ง: ใช้โปรแกรมจัดทำบัญชีคริปโต เช่น Koinly, CoinTracker หรือ Accointing เพื่อเก็บประวัติทุกการสว็อป ทุกการ stake และทุกการ harvest yield ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นหลักฐานสำคัญเมื่อสรรพากรขอตรวจ
  6. คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทุกไตรมาส: อย่ารอจนสิ้นปี เพราะข้อมูลที่ ก.ล.ต. ส่งให้กรมสรรพากรเป็นรายเดือน หากไม่ยื่นเอกสารเอง อาจถูกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
  7. แยกบัญชีสำหรับการลงทุนระยะยาวและการเทรดระยะสั้น: สำหรับนักลงทุนที่เข้าเหรียญแล้วถือยาว ให้ใช้กระเป๋าเย็น (cold wallet) แยกออกจากเงินทุนหมุนเวียน เพื่อลดจำนวนธุรกรรมที่ต้องชี้แจง และลดความซับซ้อนในการเสียภาษี
"การปฏิบัติตาม Travel Rule ไม่ได้แปลว่าต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวทั้งหมด แต่หมายถึงผู้ใช้ต้องเข้าใจว่าข้อมูลใดถูกเปิดเผยที่ใด และเลือกใช้บริการที่สอดคล้องกับโปรไฟล์ความเสี่ยงของตน"

กรณีศึกษาจริงในปี 2025-2026: บทเรียนจากผู้ใช้ไทย

ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ก่อนกฎเต็มรูปแบบมีผล มีกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงในชุมชนคริปโตไทยจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนความท้าทายและทางออกของผู้ใช้แต่ละกลุ่ม การเรียนรู้จากกรณีเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านสามารถวางแผนได้รัดกุมยิ่งขึ้น

กรณี A: ฟรีแลนซ์เว็บดีเวลอปเปอร์รับ USDT จากลูกค้ายุโรป

คุณภาสกร (นามสมมติ) เป็นฟรีแลนซ์รับงานพัฒนาเว็บไซต์จากบริษัทในเยอรมนีและฝรั่งเศส มีรายรับเฉลี่ยเดือนละ 4,000-7,000 USDT ในอดีตเขาให้ลูกค้าส่ง USDT บน TRC-20 เข้ากระเป๋า TronLink ของตน แล้วทยอยส่งเข้า Bitkub เพื่อแลกเป็นบาทขายในตลาด อย่างไรก็ตามตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นมา Bitkub ขอให้เขาระบุชื่อผู้จ่ายเงินทุกครั้งที่โอนเข้ากระเป๋าแพลตฟอร์ม พร้อมแนบสัญญาว่าจ้างเป็นหลักฐานในธุรกรรมเกิน 50,000 บาท ส่งผลให้ลูกค้าบางรายไม่สะดวกใจที่จะเปิดเผยข้อมูลบริษัท เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธี โดยขอให้ลูกค้าโอนผ่าน BTCPay Server ของตน รับเป็น Bitcoin และใช้ MoneroSwapper แลกเป็น Monero สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว ขณะที่ส่วนที่ต้องการเป็นบาทเขาจะแลกผ่าน P2P ที่ลงทะเบียนถูกต้องและรายงานสรรพากรแบบครบถ้วน

กรณี B: นักลงทุน DeFi ผู้ใช้ Uniswap และ Curve อย่างหนัก

คุณวริษฐา (นามสมมติ) ลงทุนใน yield farming บน Curve และ Convex มาตั้งแต่ปี 2022 มียอด TVL ส่วนตัวประมาณ 8 ล้านบาทกระจายในกระเป๋า 3 ใบ เธอเคยถอน-เข้า Bitkub ปีละไม่กี่ครั้งเพื่อปรับพอร์ต แต่ในปี 2026 เธอพบว่าทุกครั้งที่จะถอนเหรียญที่เคยอยู่ใน DeFi กลับเข้าแพลตฟอร์ม ต้องชี้แจง path ของธุรกรรมตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งใช้เวลา 2-3 วันในการตอบกลับทีม compliance ของแพลตฟอร์ม สุดท้ายเธอเลือกใช้ InnovestX สำหรับงานเทรดหลัก เพราะมีทีมงาน compliance ที่เข้าใจ DeFi มากกว่า และเริ่มทดลองใช้ atomic swap ระหว่าง Bitcoin และ Monero ผ่านบริการที่ไม่ต้องผ่าน KYC สำหรับสินทรัพย์บางส่วน เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวตามกรอบที่กฎหมายไทยอนุญาต

กรณี C: นักขุด ETH-classic และ Ravencoin

กลุ่มผู้ขุดในจังหวัดเชียงใหม่ใช้ rig GPU ขนาดเล็กขุด ETC และ RVN รวมถึงเหรียญรองอื่น ๆ มีรายได้จาก mining pool อย่าง Ethermine และ 2Miners ในอดีตการนำรายได้เข้าแพลตฟอร์มเพื่อขายเป็นบาทเป็นเรื่องง่าย แต่ในปี 2026 พวกเขาต้องแนบ payout statement จาก pool พิสูจน์ว่าเหรียญที่ถอนมามาจากกิจกรรมขุดถูกต้อง และต้องแจ้งกรมสรรพากรว่ารายได้เป็น "เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)" ของประมวลรัษฎากร ซึ่งสามารถหักค่าใช้จ่ายเหมาได้บางส่วน หรือเลือกหักตามจริงโดยแนบใบเสร็จค่าไฟ ค่าฮาร์ดแวร์ และค่าเช่าสถานที่

ทางเลือกในการรักษาความเป็นส่วนตัวภายใต้กรอบกฎหมายไทย

หลายคนเข้าใจผิดว่า Travel Rule = ห้ามใช้ privacy coin โดยสิ้นเชิง ความจริงคือกฎหมายไทยไม่ได้ห้ามครอบครองหรือซื้อ-ขาย Monero และ privacy coin อื่น ๆ เพียงแต่ห้าม "ลิสต์เพื่อซื้อขายบนแพลตฟอร์มในไทย" ซึ่ง ก.ล.ต. ได้ออกประกาศตั้งแต่ปี 2564 ห้ามศูนย์ซื้อขายในประเทศให้บริการซื้อขาย privacy coin ที่มีคุณสมบัติปกปิดข้อมูลธุรกรรมโดยปริยาย เช่น Monero (XMR), Zcash (ZEC) ในโหมด shielded, Dash (DASH) ในโหมด PrivateSend

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ในไทยยังสามารถ:

  • ครอบครอง XMR ในกระเป๋าส่วนตัว: ไม่มีกฎหมายห้ามถือ Monero หรือ privacy coin อื่น และการใช้ทำธุรกรรมระหว่างบุคคลถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ต้องขออนุญาต ตราบใดที่ไม่นำไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
  • แลก BTC/USDT เป็น XMR ผ่านบริการต่างประเทศ: บริการอย่าง MoneroSwapper อนุญาตให้แลกเปลี่ยนระหว่างคริปโตหลักและ Monero โดยไม่ต้องลงทะเบียน KYC ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้ใช้ที่ห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัวในการใช้จ่ายส่วนตัวมักเลือกใช้ ทั้งนี้ผู้ใช้ในไทยควรเก็บหลักฐานการได้มาของ BTC/USDT ต้นทางไว้สำหรับการยื่นภาษี
  • ใช้กระเป๋า non-custodial ที่รองรับ Tor: เช่น Cake Wallet, Monerujo, Feather Wallet สำหรับ Monero ทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดและใช้งานได้อย่างถูกกฎหมาย
  • ทำธุรกรรม P2P แบบลงทะเบียนถูกต้อง: หากต้องการขาย Monero เป็นเงินบาท สามารถทำผ่าน LocalMonero (ที่ยุติบริการในปี 2024) ทดแทนด้วย Haveno DEX หรือบริการ P2P อื่น ๆ แต่ผู้ขายต้องรายงานรายได้กับสรรพากร
  • ใช้บัญชีแยกสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน: หลายคนเก็บส่วนหนึ่งของพอร์ตเป็น XMR เพื่อค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องการให้บันทึกในประวัติทางการเงินถาวร เช่น การบริจาคให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในต่างประเทศ การสมัครบริการ VPN หรือ email ที่เน้นความเป็นส่วนตัว

สิ่งสำคัญคือต้องแยกแยะระหว่าง "ความเป็นส่วนตัว" กับ "การหลีกเลี่ยงภาษี" ในทางกฎหมายไทย การมี Monero ในกระเป๋าไม่ใช่ความผิด แต่การไม่ยื่นภาษีรายได้ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร ผู้ใช้ที่ต้องการรักษาความเป็นส่วนตัวจึงควรปรึกษานักบัญชีที่เชี่ยวชาญด้านคริปโต และจัดทำเอกสารหลักฐานให้รัดกุมเสมอ

เปรียบเทียบไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน: สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองเทียบกรอบ Travel Rule ของไทยกับประเทศในอาเซียนที่ขยับเร็วในเรื่องนี้ เพื่อให้ผู้อ่านประเมินว่าตำแหน่งของไทยเข้มงวดหรือผ่อนปรนเพียงใด

สิงคโปร์ภายใต้ Monetary Authority of Singapore (MAS) ใช้เกณฑ์ Travel Rule ที่ 1,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 40,000 บาท) ซึ่งใกล้เคียงกับไทย แต่อนุญาตให้ลิสต์ Monero และ privacy coin ในบางแพลตฟอร์ม เช่น Independent Reserve โดยมีเงื่อนไขด้านการรายงานเข้มงวด ขณะที่มาเลเซีย Securities Commission (SC) เพิ่งเริ่มบังคับใช้ Travel Rule กับ DAX (Digital Asset Exchanges) ที่ได้รับอนุญาตในปี 2025 และเวียดนามยังอยู่ในช่วงร่างกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้ผู้ใช้คริปโตในเวียดนามมีอิสระมากกว่าผู้ใช้ในไทย

ส่วนอินโดนีเซียซึ่งเดิมอยู่ภายใต้ Bappebti กำลังถ่ายโอนกำกับมาที่ OJK (Otoritas Jasa Keuangan) ในปี 2025 ทำให้กรอบ Travel Rule ของอินโดนีเซียยังไม่นิ่ง สำหรับฮ่องกงและญี่ปุ่นซึ่งมีกรอบที่พัฒนาแล้ว ใช้เกณฑ์ใกล้เคียง FATF คือ 8,000 HKD หรือ 100,000 เยน และมีระบบ Travel Rule แบบ centralized ที่ผู้ประกอบการต้องเชื่อมต่อ

เมื่อมองภาพรวม ไทยอยู่ในระดับเข้มงวดปานกลางถึงค่อนข้างสูงในอาเซียน เกณฑ์ 50,000 บาทถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับขนาดธุรกรรมจริงของนักเทรด ทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตที่ต้องปฏิบัติตาม นี่เป็นเหตุผลที่นักลงทุนหลายคนเลือกแบ่งพอร์ตบางส่วนไว้ในแพลตฟอร์มต่างประเทศ และใช้แพลตฟอร์มไทยเฉพาะการเข้า-ออกเป็นเงินบาทเท่านั้น

FAQ

Travel Rule บังคับใช้กับผู้ใช้ทุกคนหรือเฉพาะธุรกรรมขนาดใหญ่

กฎ Travel Rule ของ ก.ล.ต. กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลผู้ส่งและผู้รับสำหรับธุรกรรมที่มีมูลค่าเทียบเท่า 50,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ แพลตฟอร์มหลายแห่งเลือกเก็บข้อมูลทุกธุรกรรม เพื่อให้ระบบหลังบ้านทำงานสอดคล้องกันและลดความผิดพลาด ผู้ใช้รายย่อยจึงอาจรู้สึกว่าทุกการถอนต้องกรอกข้อมูลปลายทาง แม้มูลค่าจะไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม

หากโอนคริปโตให้สมาชิกในครอบครัวต้องระบุข้อมูลอะไรบ้าง

เมื่อโอนไปกระเป๋าของบุคคลอื่น แพลตฟอร์มจะขอชื่อ-นามสกุล เลขประจำตัวประชาชนหรือเลขหนังสือเดินทาง ที่อยู่ และความสัมพันธ์กับผู้รับ หากเป็นพ่อแม่ พี่น้อง บุตร คู่สมรส โดยทั่วไปจะระบุเป็นการโอนระหว่างบุคคล (intra-family transfer) ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากรในวงเงินที่กำหนด แต่ยังต้องผ่านการตรวจสอบ AML ของ ปปง. หากปลายทางอยู่ในไทยและเป็น VASP แพลตฟอร์มก็จะส่งต่อข้อมูล Travel Rule แบบอัตโนมัติ

ใช้ Monero ในไทยผิดกฎหมายหรือไม่

การครอบครองและทำธุรกรรม Monero ระหว่างบุคคลในไทยไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายไทยห้ามเพียง "การให้บริการซื้อขาย" privacy coin บนแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ดังนั้น Bitkub, Orbix และ Binance TH จึงไม่มี XMR ในรายการเหรียญ แต่ผู้ใช้ทั่วไปยังสามารถใช้ Monero เป็นเครื่องมือชำระเงิน เครื่องมือบริจาค หรือเก็บมูลค่าได้ ตราบใดที่ไม่ละเมิดกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หากเปลี่ยน XMR เป็นเงินบาท ต้องยื่นภาษีเงินได้เช่นเดียวกับคริปโตทั่วไป

การเทรดบน DEX อย่าง Uniswap เข้าข่าย Travel Rule ไหม

โดยตัวมันเอง DEX (Decentralized Exchange) ไม่ใช่ VASP ตามนิยามของไทย เพราะไม่มีตัวกลางที่เก็บข้อมูลลูกค้า การทำธุรกรรม swap บน Uniswap, PancakeSwap, Curve จึงไม่ตกอยู่ภายใต้ Travel Rule โดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ใช้นำสินทรัพย์จาก DEX ถอนกลับเข้าแพลตฟอร์มที่ ก.ล.ต. กำกับ เพื่อขายเป็นเงินบาท ในจุดนั้นแพลตฟอร์มจะต้องขอข้อมูลเส้นทาง และอาจขอหลักฐาน source of funds ดังนั้นการเทรดบน DEX ไม่ต้องรายงาน แต่การเข้า-ออก fiat ผ่านแพลตฟอร์มในไทยยังต้องปฏิบัติตาม

หากแพลตฟอร์มต่างประเทศไม่รองรับ Travel Rule จะถอนเงินอย่างไร

หากต้องการโอนคริปโตจากแพลตฟอร์มในไทยไปยังแพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่อยู่ในรายชื่อ VASP ของ ก.ล.ต. หรือไม่รองรับโปรโตคอล Travel Rule ในทางปฏิบัติคือไม่สามารถโอนตรงได้ ทางเลือกคือต้องถอนไปกระเป๋าส่วนตัวก่อน (โดยพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ) แล้วจึงโอนต่อจากกระเป๋านั้นไปยังแพลตฟอร์มปลายทาง ซึ่งเพิ่มขั้นตอนและค่า gas แต่ทำให้ผู้ใช้ยังเข้าถึงแพลตฟอร์มต่างประเทศได้ ทั้งนี้ผู้ใช้ต้องระวังว่าการใช้แพลตฟอร์มที่ไม่มีใบอนุญาตในไทย เช่น Bybit ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงสถานะใบอนุญาต อาจมีประเด็นทางกฎหมายในอนาคต

กรมสรรพากรรู้ข้อมูลการเทรดของฉันได้อย่างไร

ตั้งแต่ปี 2024 ก.ล.ต. ได้ลงนามข้อตกลงแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกรมสรรพากร โดยแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตต้องส่งข้อมูลธุรกรรมและกำไรของผู้ใช้ทุกเดือน ข้อมูลที่ส่งรวมถึงยอดซื้อ ยอดขาย กำไรขาดทุน และสถานะปลายปี ซึ่งในปี 2026 กรมสรรพากรจะนำมาเทียบกับการยื่นแบบ ภงด.90/91 ของผู้เสียภาษีโดยอัตโนมัติ ผู้ที่ไม่ได้ยื่นภาษีหรือยื่นไม่ครบจะถูกเรียกตรวจสอบ ดังนั้นการบันทึกธุรกรรม DeFi และกระเป๋าส่วนตัวเองอย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะข้อมูลฝั่งกรมสรรพากรอาจไม่ครบสมบูรณ์ และผู้ใช้สามารถยื่นค่าใช้จ่ายหรือผลขาดทุนเข้าหักได้

บทสรุปและทิศทางต่อไป

Travel Rule ที่บังคับใช้เต็มรูปแบบโดย ก.ล.ต. ในปี 2026 ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของคริปโตในไทย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคที่อุตสาหกรรมเข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้และเชื่อมต่อกับระบบการเงินดั้งเดิม ผู้ใช้ที่ปรับตัวได้เร็ว เข้าใจกฎ และจัดเตรียมเอกสารให้รัดกุม จะสามารถใช้คริปโตเป็นเครื่องมือลงทุนและชำระเงินได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องกังวลกับการถูกตรวจสอบย้อนหลัง

สำหรับผู้ที่ให้ค่ากับความเป็นส่วนตัวเป็นพิเศษ การใช้ Monero ผ่านบริการแลกเปลี่ยนที่ไม่ต้อง KYC อย่าง MoneroSwapper ยังเป็นทางเลือกที่ถูกกฎหมายในไทย ตราบใดที่มีการยื่นภาษีอย่างถูกต้องและไม่ละเมิดกฎหมายอื่น แนะนำให้ศึกษาเพิ่มเติมที่ วิธีซื้อ Monero แบบไม่ระบุตัวตน เพื่อทำความเข้าใจขั้นตอนและความเสี่ยงทั้งหมด การลงทุนในความเป็นส่วนตัวคือการลงทุนในเสรีภาพทางการเงินระยะยาว และในยุคที่ข้อมูลส่วนบุคคลถูกเก็บมากขึ้นเรื่อย ๆ การมีเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ใช้ตั้งแต่ระดับโปรโตคอลถือเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดสำหรับนักลงทุนยุคใหม่

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

แลกเปลี่ยน Monero แบบไม่ระบุตัวตน

ไม่ต้อง KYC • ไม่ต้องสมัคร • แลกเปลี่ยนทันที

แลกเปลี่ยนเดี๋ยวนี้