ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% คริปโตในไทย: วิธีขอคืนปี 2026
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% คริปโตในไทย: วิธีขอคืนปี 2026
ในปี 2568 มีนักเทรดไทยจำนวนไม่น้อยที่เปิดดูสลิปกำไรจากการขายเหรียญแล้วพบว่ามีรายการ "หัก ณ ที่จ่าย 15%" ปรากฏขึ้นในระบบของกรมสรรพากร ทั้งที่ปกติเทรดบน Bitkub หรือ Orbix แล้วได้รับเงินเข้าธนาคารเต็มจำนวน ความสับสนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกฎหมายใหม่ แต่เกิดจากการตีความ มาตรา 50(2)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร ที่บัญญัติให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินจากการโอนคริปโตเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัลต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของกำไร และที่สำคัญคือสิทธิในการ "ขอคืน" ภาษีส่วนนี้ยังเปิดให้ทำได้ผ่านระบบ E-Filing ของกรมสรรพากร หากผู้เสียภาษีรู้วิธียื่นเอกสารและคำนวณเงินได้สุทธิให้ถูกต้อง บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่ออธิบายแบบเจาะลึกว่ากฎ 15% นี้ใช้กับใคร ใช้เมื่อไหร่ คำนวณยังไง และที่นักเทรดอยากรู้ที่สุดคือ ขั้นตอนขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านแบบ ภ.ง.ด.90 ทำอย่างไรให้ไม่โดนเรียกสอบ พร้อมตัวอย่างจริงของผู้เทรด Monero และ Bitcoin ที่ขอคืนได้สำเร็จในรอบปีภาษี 2568
ที่มาของภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% คริปโตในไทย
หลายคนเข้าใจว่าภาษี 15% นี้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคที่ Bitcoin แตะ 100,000 ดอลลาร์ แต่ความจริงคือบทบัญญัตินี้ถูกเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2561 ผ่านพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2561 ซึ่งเพิ่มเงินได้ประเภทใหม่ในมาตรา 40(4) คือ "ส่วนแบ่งของกำไรหรือผลประโยชน์อื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล" ตามอนุมาตรา (ซ) และ "ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการโอนคริปโตเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล" ตามอนุมาตรา (ฌ) ส่วนกลไกการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% นั้นถูกระบุไว้ในมาตรา 50(2)(ฉ)
แต่ปัญหาคือในทางปฏิบัติ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไม่สามารถรู้ "ราคาทุน" ของเหรียญที่ลูกค้านำมาขายได้เสมอไป เพราะเหรียญอาจถูกซื้อจากแพลตฟอร์มอื่น หรือได้รับมาจาก Airdrop หรือขุดเอง การหักภาษี 15% จึงไม่ได้ทำที่ Exchange แต่จะกลายเป็นภาระของผู้เสียภาษีในการคำนวณและยื่นเองตอนปลายปี ยกเว้นกรณีที่มีผู้จ่ายเงินซื้อเหรียญจากบุคคลโดยตรง เช่น OTC Desk หรือธุรกรรม P2P ที่มีหลักฐานการจ่ายเงินชัดเจน
- ฐานกฎหมาย: ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(4)(ซ) และ (ฌ) บัญญัติให้กำไรจากคริปโตเป็นเงินได้พึงประเมิน และมาตรา 50(2)(ฉ) กำหนดอัตราหัก ณ ที่จ่าย 15%
- ผู้มีหน้าที่หัก: ผู้จ่ายเงินซื้อคริปโตหรือโทเคนดิจิทัลที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในประเทศไทย
- ฐานคำนวณ: หักจาก "ผลประโยชน์" หรือกำไรจากการโอน ไม่ใช่ราคาขายทั้งจำนวน ถ้าไม่มีกำไรย่อมไม่ต้องหัก
- สิทธิขอคืน: ผู้ถูกหักสามารถนำใบหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) มายื่นรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 และขอคืนส่วนเกินได้
- การยกเว้นพิเศษ: มติ ครม. ปี 2567 ผ่อนปรนการเก็บ VAT 7% จากการโอนคริปโตบน Exchange ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ต่อเนื่องถึงสิ้นปี 2571
เมื่อไหร่ที่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% จะถูกบังคับใช้จริง
นี่คือจุดที่หลายคนสับสนมากที่สุด เพราะคำว่า "บังคับใช้" ในกฎหมายไทยกับ "บังคับใช้ในทางปฏิบัติ" เป็นคนละเรื่อง ในเชิงกฎหมาย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% มีผลตั้งแต่ 14 พฤษภาคม 2561 แต่ในเชิงปฏิบัติ Exchange ไทยอย่าง Bitkub, Orbix, InnovestX, Z.com EX และ Binance TH ไม่ได้หักภาษีอัตโนมัติ เพราะคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.111/2561 ระบุชัดว่า ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินไม่สามารถระบุตัวผู้รับเงินที่แท้จริงและผลประโยชน์ที่แท้จริงได้ ภาระภาษีจะตกอยู่ที่ผู้รับเงินในตอนยื่นแบบประจำปี
กรณีที่ Exchange ในไทยจะหักภาษี ณ ที่จ่าย
ในยุคปัจจุบัน Exchange ภายใต้ ก.ล.ต. ส่วนใหญ่ "ไม่หัก" ภาษี 15% ที่ตัว Exchange เพราะผู้ขายอาจไม่ได้กำไรจริง หรือมีค่าเฉลี่ยต้นทุนซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายปี 2567 มีความเคลื่อนไหวจากกระทรวงการคลังที่ยืนยันแนวทาง "ยกเว้น" ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการขายคริปโตบน Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 ตามข่าวจากกรมสรรพากรที่ออกในเดือนมิถุนายน 2568 นั่นแปลว่ากำไรจาก Bitkub หรือ Orbix ในช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีและไม่มีการหัก 15%
กรณีที่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจะถูกใช้กับคุณ
กรณีหลักที่ยังต้องระวังคือ การโอนคริปโตนอก Exchange ที่อยู่ภายใต้การกำกับ เช่น การทำ OTC ผ่านดีลเลอร์ การขายเหรียญให้บุคคลหรือบริษัทโดยตรง การรับชำระค่าสินค้าหรือบริการเป็นคริปโต รวมถึงการแลกเปลี่ยนผ่านบริการที่ตั้งอยู่ต่างประเทศแต่ผู้จ่ายเงินอยู่ในไทย หากผู้ซื้อหรือผู้จ่ายเงินเป็นนิติบุคคลไทย ผู้ซื้อมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องหักภาษี 15% จากกำไรของผู้ขายและนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปผ่านแบบ ภ.ง.ด.2 หรือ ภ.ง.ด.3 พร้อมออกใบ 50 ทวิให้ผู้ขายเก็บไว้เป็นหลักฐาน
"ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย แต่เป็นการเก็บล่วงหน้า ถ้าคุณคำนวณภาษีปลายปีแล้วต่ำกว่ายอดที่ถูกหัก คุณมีสิทธิเต็มที่ในการขอคืนเงินส่วนเกิน" — แนวปฏิบัติของกรมสรรพากร ปี 2568
วิธีคำนวณกำไรคริปโตและภาษีที่ควรจ่ายจริง
ก่อนที่จะขอคืนภาษีได้ ผู้เสียภาษีต้องเข้าใจก่อนว่ากรมสรรพากรคำนวณ "กำไร" ของคุณอย่างไร เพราะการขอคืนต้องแสดงตัวเลขให้ตรงกับเอกสารและสอดคล้องกับข้อมูลที่ Exchange นำส่ง
วิธีคำนวณต้นทุนที่กรมสรรพากรยอมรับ
กรมสรรพากรกำหนดวิธีคำนวณต้นทุนของคริปโตและโทเคนดิจิทัลไว้ 2 วิธี ตามคำสั่ง ป.115/2564 ผู้เสียภาษีสามารถเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งได้ตามความเหมาะสม แต่เมื่อเลือกแล้วต้องใช้วิธีนั้นตลอดปีภาษี วิธีแรกคือ FIFO (เข้าก่อน-ออกก่อน) เหมาะกับนักเทรดที่ซื้อขายบ่อยและเก็บเหรียญในรอบสั้น วิธีที่สองคือ Moving Average Cost (ต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่) เหมาะกับผู้ที่สะสมเหรียญต่อเนื่อง
ตัวอย่างการคำนวณ สมมติคุณซื้อ Monero 5 XMR ที่ราคา 6,000 บาท ในเดือนมีนาคม และซื้ออีก 5 XMR ที่ราคา 7,500 บาท ในเดือนพฤษภาคม รวมต้นทุนเฉลี่ย 6,750 บาทต่อ XMR ถ้าคุณขาย 5 XMR ในเดือนกันยายนที่ราคา 9,000 บาท กำไรของคุณตามวิธี Moving Average คือ (9,000 − 6,750) × 5 = 11,250 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% จะเท่ากับ 1,687.50 บาท ในกรณีที่ผู้ซื้อเป็นนิติบุคคลและต้องหักภาษีตามมาตรา 50(2)(ฉ)
การรวมเงินได้กับฐานภาษีบุคคลธรรมดา
กำไรจากคริปโตจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4) ซึ่งเมื่อรวมกับเงินได้ประเภทอื่นแล้วจะถูกคำนวณตามอัตราภาษีก้าวหน้าของบุคคลธรรมดา เริ่มต้นที่ 0% สำหรับเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ขยับขึ้นเป็น 5% ในช่วง 150,001-300,000 บาท 10% ในช่วง 300,001-500,000 บาท 15% ในช่วง 500,001-750,000 บาท 20% ในช่วง 750,001-1,000,000 บาท 25% ในช่วง 1,000,001-2,000,000 บาท 30% ในช่วง 2,000,001-5,000,000 บาท และ 35% สำหรับส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท
จุดสำคัญที่หลายคนพลาดคือ คุณสามารถใช้สิทธิลดหย่อนต่าง ๆ มาหักออกจากเงินได้ก่อนคำนวณภาษีปลายปีได้ ทั้งค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ค่าลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท ค่าลดหย่อนบุตร RMF SSF ประกันชีวิต ดอกเบี้ยบ้าน เงินบริจาค และอื่น ๆ เมื่อหักลดหย่อนแล้วฐานภาษีอาจต่ำกว่าตอนถูกหัก 15% ทำให้เกิดสิทธิขอคืนภาษี
ขั้นตอนการขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% แบบทีละขั้น
การขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากการขายคริปโตในไทย ทำผ่านระบบ E-Filing ของกรมสรรพากรพร้อมการยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี โดยไม่ต้องยื่นเอกสารแยกต่างหาก ขั้นตอนหลักมีดังนี้
- รวบรวมใบทวิ 50 ทุกใบที่ได้รับจากผู้จ่ายเงิน ตรวจสอบว่ามีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้หัก ยอดเงินที่จ่าย และจำนวนภาษีที่หักไว้ถูกต้องครบถ้วน หากเอกสารหายให้ติดต่อผู้จ่ายเงินขอออกใบใหม่ทันที
- ดาวน์โหลด Statement หรือ Tax Report จาก Exchange ที่คุณเทรดในรอบปีภาษีนั้น เช่น Bitkub มีหน้า Tax Report ใน Dashboard ที่ดาวน์โหลดได้เป็นไฟล์ CSV หรือ Excel ส่วน Orbix และ InnovestX ก็มีระบบสรุปกำไรขาดทุนประจำปีให้ดาวน์โหลดเช่นกัน
- คำนวณกำไรสุทธิจากการขายคริปโตและโทเคนดิจิทัลรวมตลอดทั้งปี โดยใช้วิธี FIFO หรือ Moving Average Cost อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เลือกไว้ บันทึกรายการในไฟล์ Excel เก็บไว้เป็นหลักฐานหากกรมสรรพากรเรียกตรวจ
- เข้าระบบ E-Filing ที่ efiling.rd.go.th กรอกแบบ ภ.ง.ด.90 และเลือกประเภทเงินได้ 40(4)(ซ) สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากการถือโทเคน หรือ 40(4)(ฌ) สำหรับกำไรจากการโอนคริปโต กรอกยอดเงินได้และจำนวนภาษีที่ถูกหักไว้
- กรอกข้อมูลผู้จ่ายเงินตามที่ปรากฏในใบทวิ 50 รวมถึงเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก เพื่อให้ระบบกรมสรรพากร Cross-Check ข้อมูลกับฝั่งผู้หักได้
- กรอกค่าลดหย่อนต่าง ๆ ที่มีสิทธิ ตรวจสอบยอดภาษีที่ต้องชำระจริง หากยอดภาษีจริงน้อยกว่ายอดที่ถูกหัก ระบบจะคำนวณยอดขอคืนให้อัตโนมัติ
- เลือกช่องทางรับเงินคืนภาษีผ่าน "พร้อมเพย์" ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อความรวดเร็ว เงินคืนจะเข้าบัญชีภายใน 7-15 วันทำการหากเอกสารครบถ้วน หรือ 30-60 วันหากต้องการเอกสารเพิ่ม
- หลังยื่นแบบสำเร็จ พิมพ์ใบรับและเก็บเอกสารทั้งหมดไว้อย่างน้อย 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจสอบย้อนหลัง
ระยะเวลายื่นและกำหนดการสำคัญ
แบบ ภ.ง.ด.90 ต้องยื่นภายใน 31 มีนาคม ของปีถัดจากปีภาษีที่ขอคืน หากยื่นแบบกระดาษ และขยายเวลาเป็น 8 เมษายน หากยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ E-Filing ผู้ที่ยื่นล่าช้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอาจสูญเสียสิทธิในการขอคืนหรือถูกปรับ ส่วนการขอคืนภาษีย้อนหลังนั้น ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ผู้เสียภาษีสามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีย้อนหลังได้ภายใน 3 ปี นับจากวันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบของปีภาษีนั้น
เปรียบเทียบสถานการณ์การหัก ณ ที่จ่ายในแต่ละช่องทาง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน นี่คือการเปรียบเทียบสถานการณ์ที่นักเทรดไทยมักเจอเมื่อต้องจัดการภาษีคริปโตในรอบปี 2568 และ 2569
| ช่องทาง | หัก 15% หรือไม่ | หน้าที่ของผู้เสียภาษี |
|---|---|---|
| Exchange ใต้ ก.ล.ต. (Bitkub, Orbix, InnovestX) | ไม่หัก ณ ที่จ่าย และได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาช่วง 2568-2572 | ไม่ต้องนำมารวมคำนวณ แต่ควรเก็บ Tax Report ไว้ |
| OTC Desk หรือ Broker ในไทย | หัก 15% หากผู้ซื้อเป็นนิติบุคคลและคำนวณกำไรได้ชัดเจน | ขอใบทวิ 50 จากผู้หัก เก็บไว้ยื่นขอคืนปลายปี |
| การขาย P2P ผ่านบุคคล | ไม่หัก ถ้าผู้ซื้อเป็นบุคคลธรรมดา | คำนวณกำไรเองและรวมในแบบ ภ.ง.ด.90 ตามฐานก้าวหน้า |
| รับชำระค่าสินค้า/บริการเป็นคริปโต | ผู้จ่ายเป็นนิติบุคคลต้องหัก ณ ที่จ่าย | นำเงินได้รวมในประเภทที่ตรงกับธุรกิจ และนำใบทวิมาเครดิตภาษี |
| Exchange ต่างประเทศ (Binance Global, Kraken) | ไม่หัก เพราะอยู่นอกอำนาจกรมสรรพากร | นำกำไรมารวมคำนวณภาษีเองตามหลัก Worldwide Income หากนำเงินกลับเข้าไทย |
| Atomic Swap ผ่านบริการอย่าง MoneroSwapper | ไม่หัก เพราะเป็นการแลกเปลี่ยนเหรียญต่อเหรียญ ไม่มีฝ่ายไทยเป็นผู้จ่ายเงิน | หากแลกแล้วได้กำไรเทียบเป็นเงินบาท ควรบันทึกราคา ณ วันแลกเพื่อคำนวณภายหลัง |
กรณีศึกษาจริง: นักเทรด Bitcoin และ Monero ในเชียงใหม่
คุณภาณุพงศ์ (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี ทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ในเชียงใหม่ และเทรดคริปโตเป็นรายได้เสริมตั้งแต่ปี 2563 ในปีภาษี 2567 เขามีรายได้จากงานประจำ 720,000 บาท และมีกำไรจากการขายคริปโตผ่านช่องทางต่าง ๆ รวม 280,000 บาท แบ่งเป็นกำไรบน Bitkub 180,000 บาท กำไรจาก OTC Desk ในกรุงเทพฯ 80,000 บาท (ถูกหัก 15% หรือ 12,000 บาท) และกำไรจาก Atomic Swap แลก Bitcoin เป็น Monero แล้วโอนกลับ 20,000 บาท
เมื่อคุณภาณุพงศ์ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ในเดือนมีนาคม 2568 เขาทำขั้นตอนดังนี้ เริ่มจากไม่นำกำไรจาก Bitkub มารวมคำนวณ เพราะอยู่ในช่วงยกเว้นภาษีบุคคลธรรมดาตามประกาศกระทรวงการคลังสำหรับปี 2568-2572 จากนั้นนำกำไรจาก OTC 80,000 บาท บวกกับกำไรจาก Atomic Swap 20,000 บาท รวม 100,000 บาท ใส่ในช่องเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฌ)
รวมเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น 820,000 บาท หักค่าใช้จ่ายส่วนเงินเดือน 50% สูงสุด 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท คู่สมรสไม่มีรายได้ 60,000 บาท ลดหย่อนบุตร 1 คน 30,000 บาท ประกันชีวิตของตนเอง 80,000 บาท RMF 100,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 390,000 บาท
คำนวณภาษีตามขั้นบันได 150,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วน 150,001 ถึง 300,000 บาท คิด 5% เท่ากับ 7,500 บาท และส่วน 300,001 ถึง 390,000 บาท คิด 10% เท่ากับ 9,000 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระ 16,500 บาท แต่เนื่องจากเขาถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากช่องทาง OTC ไปแล้ว 12,000 บาท จึงเหลือภาษีที่ต้องชำระเพิ่มเพียง 4,500 บาท
หากกรณีเดียวกันนี้เกิดในปี 2569 และคุณภาณุพงศ์มีค่าลดหย่อนเพิ่มจากการบริจาคพรรคการเมือง 10,000 บาท หรือบริจาคให้สถานศึกษาอีก 20,000 บาท ฐานภาษีของเขาจะลดลงเหลือ 360,000 บาท ภาษีที่ต้องชำระจริงลดลงเหลือ 13,500 บาท แต่เนื่องจากถูกหักไปแล้ว 12,000 บาท ก็จะต้องชำระเพิ่มแค่ 1,500 บาท แสดงให้เห็นว่าการบริหารค่าลดหย่อนช่วยลดภาระภาษีคริปโตได้จริง
ข้อควรระวังที่ทำให้การขอคืนภาษีถูกปฏิเสธ
แม้สิทธิในการขอคืนภาษีจะเป็นสิทธิตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ กรมสรรพากรมีดุลพินิจในการเรียกตรวจสอบเอกสารและอาจปฏิเสธการคืนได้หากพบความผิดปกติ ปัญหาที่พบบ่อยมีดังนี้
เอกสารใบทวิ 50 ไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงกัน
ใบทวิ 50 ที่ผู้จ่ายเงินออกให้ต้องมีรายละเอียดครบ ทั้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้จ่ายและผู้รับ ประเภทเงินได้ตามมาตรา 40 จำนวนเงินที่จ่าย จำนวนภาษีที่หัก วันที่จ่าย และลายเซ็นของผู้มีอำนาจ หากตัวเลขในใบทวิไม่ตรงกับยอดที่ผู้จ่ายนำส่งกรมสรรพากร ระบบ Cross-Check ของกรมจะตีกลับและขอเอกสารเพิ่ม
การคำนวณกำไรไม่สอดคล้องกับข้อมูลของ Exchange
ตั้งแต่ปี 2567 ก.ล.ต. และกรมสรรพากรมีกรอบความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการซื้อขายบน Exchange ที่ได้รับใบอนุญาต หากตัวเลขกำไรที่คุณยื่นแตกต่างจากข้อมูลที่ Exchange ส่งให้กรม ระบบจะส่ง Notification ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ การเก็บ Statement ที่ครบถ้วนและการคำนวณตามวิธีที่ประกาศไว้จึงสำคัญมาก
การละเลยรายได้จากแหล่งอื่น
หากคุณมีรายได้จาก Staking, Lending, Yield Farming, Airdrop, หรือการขุดเหรียญ รายได้เหล่านี้ก็ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4)(ซ) และต้องนำมารวมคำนวณ การละเลยรายได้เหล่านี้แล้วยื่นแต่ส่วนที่ถูกหัก จะทำให้กรมตั้งข้อสงสัยและอาจตรวจสอบย้อนหลังถึง 5 ปี
คริปโตที่เน้นความเป็นส่วนตัวและประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้อง
Monero เป็นเหรียญที่นักเทรดไทยจำนวนไม่น้อยถือไว้เพื่อความเป็นส่วนตัวในการทำธุรกรรม ด้วยเทคโนโลยี RingCT, Stealth Address และ Bulletproofs+ ทำให้ไม่สามารถ Trace รายการได้เหมือน Bitcoin อย่างไรก็ตาม ความเป็นส่วนตัวในเชิงเทคนิคไม่ได้ทำให้คุณพ้นภาระภาษีในเชิงกฎหมาย เพราะตามประมวลรัษฎากร ผู้เสียภาษีไทยมีหน้าที่แจ้งรายได้พึงประเมินจากทรัพย์สินทุกประเภทที่อยู่ในความครอบครอง
การ Atomic Swap ระหว่าง Bitcoin กับ Monero ผ่านบริการเช่น MoneroSwapper เป็นวิธีที่ผู้ใช้ในไทยนิยมใช้เมื่อ Exchange ไทยถอด Monero ออกจากกระดานในปี 2566 ตามแนวทางของ ก.ล.ต. ที่กังวลเรื่อง AML จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การ Swap เหรียญต่อเหรียญแบบ Non-Custodial ไม่ใช่การ "ขาย" ในความหมายของ Exchange แต่ในเชิงภาษียังถือเป็นการ Realized Event เพราะคุณเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งไปเป็นอีกประเภทหนึ่ง กรมสรรพากรยังไม่ได้ออกคำสั่งเฉพาะสำหรับเคสนี้ แต่แนวทางสากลและความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในไทยส่วนใหญ่เห็นว่าควรบันทึกราคาเทียบเป็นเงินบาท ณ วันที่ Swap เพื่อใช้คำนวณภาษีเมื่อมีกำไรในอนาคต
การถือ Monero โดยไม่ได้แลกเป็นเงินบาท ไม่ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในปีนั้น เพราะยังไม่มี Realized Gain แต่ถ้าคุณนำ Monero ไปแลกเป็น Bitcoin แล้วแลกเป็นเงินบาทเข้าบัญชี ก็ต้องคำนวณกำไรจากต้นทุนเริ่มต้นของ Monero ที่คุณซื้อมาแต่แรก ไม่ใช่ราคา Bitcoin ที่แลกได้ในระหว่างทาง
"การใช้ Privacy Coin ไม่ใช่ข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงภาษี และไม่ใช่ความผิดที่จะถือ Monero ในกระเป๋าส่วนตัว ตราบใดที่คุณทำตามหน้าที่แจ้งรายได้เมื่อเกิด Realized Event" — ความเห็นของนักวิเคราะห์ภาษีคริปโตในไทย ปี 2568
FAQ คำถามที่พบบ่อยเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% คริปโต
ถ้าเทรดบน Bitkub อย่างเดียวต้องยื่นภาษีไหม?
ในช่วงปี 2568 ถึง 2572 กำไรจากการขายคริปโตบน Exchange ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. รวมถึง Bitkub ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงไม่ต้องนำมารวมคำนวณ อย่างไรก็ตาม คุณยังควรเก็บ Tax Report จาก Exchange ไว้เป็นหลักฐาน เผื่อกรมสรรพากรขอตรวจสอบในอนาคต และหากมีรายได้คริปโตจากช่องทางอื่นนอกเหนือจาก Exchange ใต้ ก.ล.ต. ส่วนนั้นยังต้องนำมารวมคำนวณตามปกติ
ถ้าถูกหัก 15% แล้วไม่ขอคืนจะเกิดอะไรขึ้น?
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ไม่ได้ขอคืนจะถือเป็นการเสียภาษีล่วงหน้าที่กรมเก็บไว้ ไม่ได้คืนอัตโนมัติให้คุณ หากคุณไม่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ก็แปลว่าคุณยอมเสียส่วนเกินไปฟรี ๆ ในทางกลับกัน หากภาษีปลายปีที่คุณต้องจ่ายสูงกว่ายอดที่ถูกหัก คุณก็ยังต้องจ่ายเพิ่มอยู่ดี การยื่นแบบจึงเป็นสิ่งที่ควรทำในทุกกรณี
ขอคืนภาษีย้อนหลังได้กี่ปี?
ตามมาตรา 27 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร คุณสามารถยื่นคำร้องขอคืนภาษีย้อนหลังได้ภายใน 3 ปี นับจากวันสุดท้ายของกำหนดเวลายื่นแบบของปีภาษีนั้น ตัวอย่างเช่น ปีภาษี 2566 มีกำหนดยื่น 31 มีนาคม 2567 คุณจึงมีสิทธิยื่นขอคืนย้อนหลังได้จนถึง 31 มีนาคม 2570
กำไรจากการขุด Monero ต้องเสียภาษีหรือไม่?
การขุดคริปโตและได้รับเหรียญมาเป็นรางวัล ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ในช่วงเวลาที่ได้รับเหรียญ คำนวณเป็นมูลค่าเงินบาท ณ วันที่ได้รับ ส่วนเมื่อนำเหรียญที่ขุดได้ไปขายต่อมีกำไรเพิ่ม ก็ต้องคำนวณกำไรอีกครั้งตามมาตรา 40(4)(ฌ) โดยใช้ราคา ณ วันที่ได้รับเป็นต้นทุน หากเป็นการขุดเชิงพาณิชย์ที่มีเครื่องและค่าไฟจำนวนมาก อาจเข้าข่ายธุรกิจที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
การโอนคริปโตให้ครอบครัวต้องเสียภาษีไหม?
การโอนเหรียญให้บิดามารดา บุตร หรือคู่สมรสโดยไม่มีค่าตอบแทน ถือเป็นการให้โดยเสน่หา ซึ่งกฎหมายมรดกและการให้ในไทยกำหนดให้ผู้รับเสียภาษีในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปีในอัตรา 5% สำหรับบุพการีและผู้สืบสันดาน หรือ 10 ล้านบาทสำหรับบุคคลอื่น ส่วนผู้ให้ไม่ถือว่ามี Realized Gain หากไม่ได้รับเงินตอบแทน แต่ผู้รับจะต้องใช้ราคาตลาด ณ วันที่ได้รับเป็นต้นทุนเมื่อจะขายต่อในอนาคต
ใช้ MoneroSwapper แลก Bitcoin เป็น Monero ต้องเสียภาษีไหม?
การ Swap ระหว่างเหรียญสองชนิดถือเป็น Realized Event ในเชิงภาษี เพราะคุณ "ขาย" Bitcoin และ "ซื้อ" Monero ในการธุรกรรมเดียว หากราคา Bitcoin ในวันที่ Swap สูงกว่าราคาตอนซื้อ คุณมีกำไรที่ต้องคำนวณ แม้ในทางปฏิบัติกรมสรรพากรยังไม่มีเครื่องมือติดตามธุรกรรม Atomic Swap แบบไม่ผ่าน Exchange แต่ในเชิงกฎหมายภาระแจ้งรายได้ยังเป็นของผู้เสียภาษีอยู่ ผู้ที่ทำธุรกรรมจำนวนมากควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี
ถ้าเทรดบน Binance Global ต้องยื่นภาษีไหม?
Binance.com ที่เป็น Exchange ระดับโลก ไม่ได้อยู่ในการกำกับของ ก.ล.ต. ไทย หากคุณเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อาศัยในไทยมากกว่า 180 วันในปีภาษีนั้น) คุณต้องเสียภาษีจากเงินได้ทั่วโลก รวมถึงกำไรจาก Binance Global ด้วย ตามหลักการ Worldwide Income Tax ที่ปรับใช้ตั้งแต่ปี 2567 โดยเฉพาะหากนำเงินกลับเข้าประเทศไทย ส่วนการยกเว้นภาษีคริปโตช่วง 2568-2572 ใช้เฉพาะกับ Exchange ที่อยู่ใต้ ก.ล.ต. ไทยเท่านั้น
บทสรุปและขั้นตอนถัดไป
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% สำหรับคริปโตในไทยเป็นกฎเกณฑ์ที่ฟังดูซับซ้อน แต่หากเข้าใจหลักการก็ไม่ยากที่จะจัดการ จุดสำคัญที่ผู้เสียภาษีควรจำให้ขึ้นใจคือ ภาษี 15% ไม่ใช่ภาษีสุดท้ายแต่เป็นการเก็บล่วงหน้า สิทธิในการขอคืนเปิดอยู่เสมอผ่านระบบ E-Filing ของกรมสรรพากร และในช่วงปี 2568-2572 รัฐบาลไทยมีนโยบายยกเว้นภาษีกำไรจากคริปโตบน Exchange ที่อยู่ใต้ ก.ล.ต. เป็นโอกาสทองที่นักเทรดควรใช้ประโยชน์
สำหรับผู้ที่สนใจถือ Monero หรือเหรียญที่เน้นความเป็นส่วนตัว แต่ไม่สามารถซื้อตรงจาก Exchange ในไทยได้อีกต่อไป การใช้บริการ Atomic Swap ที่ไม่ต้องลงทะเบียน KYC อย่าง MoneroSwapper เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและสะดวก ผู้สนใจสามารถศึกษาขั้นตอนเพิ่มเติมได้ที่หน้าบริการ ซื้อ Monero แบบไม่ระบุตัวตน เพื่อทำความเข้าใจวิธีแลกเปลี่ยนเหรียญที่ปลอดภัยจาก Bitcoin หรือ USDT ไปเป็น Monero โดยไม่ต้องเปิดบัญชี Exchange ใด ๆ
ขั้นตอนสุดท้ายที่อยากแนะนำ คือเริ่มสร้างนิสัยการบันทึกธุรกรรมคริปโตทุกครั้งที่เกิด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ ขาย Swap หรือรับเป็นค่าตอบแทน เพราะการเก็บข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยให้คุณยื่นแบบและขอคืนภาษีได้อย่างถูกต้องในตอนสิ้นปี ไม่ต้องเสียเวลาตามหาเอกสารย้อนหลังหลายเดือน และที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่ต้องเสี่ยงโดนกรมสรรพากรเรียกตรวจสอบเพราะข้อมูลไม่สอดคล้องกับที่ Exchange นำส่ง